TH EN

แนวทางการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

กลุ่มบริษัทกำหนดแนวทางการบริหารจัดการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเสริมสร้างความสามารถในการเติบโตอย่างยั่งยืน ในระยะยาว

1) การกำกับดูแลและการบริหาร

กลุ่มบริษัทจัดให้มีการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคณะกรรมการบริษัทและฝ่ายบริหารซึ่งมีบทบาทในการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และทิศทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมกำกับติดตามผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ ผ่านการรายงานความก้าวหน้าและการทบทวนผลการดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนดโดยกลุ่มบริษัท กลุ่มบริษัทได้จัดตั้งคณะทำงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติ การบูรณาการข้อมูล และการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายในให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

2) การประเมินและบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

กลุ่มบริษัทพิจารณาความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในมิติความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risks) ได้แก่ ความผันผวนของสภาพอากาศ เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานและความต่อเนื่องของธุรกิจ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงนโยบาย กฎหมาย เทคโนโลยี และตลาดที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น การระบุ ประเมินและบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบขององค์กรมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปสู่การวางแผนรับมือ การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน และการตัดสินใจลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจและเพิ่มขององค์กร

ผลการประเมินความเสี่ยงดังกล่าวถูกนำไปใช้ประกอบการวางแผนบริหารจัดการ การจัดลำดับความสำคัญของโครงการ และการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถ ในการปรับตัวขององค์กร จากการประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อธุรกิจทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แนวโน้มกฎระเบียบ ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความคาดหวังของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กำหนดกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเชื่อมโยงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการตัดสินใจลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการพัฒนาโครงการชดเชยคาร์บอน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3) การวัดและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กลุ่มบริษัทดำเนินการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องที่ครอบคลุมขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ (Scope 1-3) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน มีกระบวนการในการติดตามผล การทวนสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูล และประเมินประสิทธิภาพของมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเน้นความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

4) การลดและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

กลุ่มบริษัทมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าและกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การปรับปรุงและบำรุงรักษาเครื่องจักร การเลือกใช้เทคโนโลยีสะอาด และการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในห่วงโซ่คุณค่า

5) การชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่สามารถลดได้ในระยะสั้น กลุ่มบริษัทมีแนวทางในการใช้กลไกการชดเชยคาร์บอนทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่กำหนด

6) การเปิดเผยข้อมูลและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างโปร่งใส ตามมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนำผลการดำเนินงานและบทเรียนที่ได้รับมาปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างความเชื่อมั่นแก่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การจัดการพลังงาน (Energy Management)

กลุ่มบริษัทกำหนดแนวทางการบริหารจัดการพลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

  1. จัดให้มีการกำกับดูแลด้านการจัดการพลังงานที่ชัดเจน โดยกำหนดคณะทำงานหรือผู้รับผิดชอบด้านการจัดการพลังงาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแผนงาน รวมถึงติดตามผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
  2. บูรณาการการจัดการพลังงานเข้ากับกลยุทธ์องค์กรและกระบวนการดำเนินงาน เพื่อให้การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการในทุกระดับ
  3. สำรวจ วิเคราะห์ และติดตามการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อระบุจุดที่มีการใช้พลังงานสูงและโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
  4. ดำเนินโครงการอนุรักษ์พลังงานและมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยคัดเลือกมาตรการที่เหมาะสม สามารถวัดผลได้ และสอดคล้องกับลักษณะการดำเนินธุรกิจขององค์กร
  5. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน รวมถึงการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานและลดการสูญเสียพลังงานที่ไม่จำเป็น
  6. เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินงาน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งฟอสซิลและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
  7. ติดตาม ตรวจวัด และประเมินผลการใช้พลังงานอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ตัวชี้วัดที่เหมาะสม เช่น ปริมาณการใช้พลังงานและความเข้มการใช้พลังงาน (Energy Intensity) เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการดำเนินงาน
  8. ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐาน และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องด้านการจัดการพลังงานอย่างเคร่งครัด และมุ่งยกระดับแนวทางการจัดการพลังงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีในระดับสากล
  9. ส่งเสริมความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกระดับด้านการอนุรักษ์พลังงาน ผ่านการสื่อสาร การฝึกอบรม และการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง
  10. ทบทวนและปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการพลังงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจ เทคโนโลยี และเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร

ผลการดำเนินงานและโครงการสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

กลุ่มบริษัทได้ดำเนินการขับเคลื่อนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการวางรากฐานเชิงระบบ การยกระดับความถูกต้องของข้อมูล และการเตรียมความพร้อมสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ผลการดำเนินงานที่สำคัญสรุปได้ดังนี้

1. การจัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัทได้จัดตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบาย แผนงาน และกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กร คณะทำงานดังกล่าวมีหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานภายใน กำกับ ติดตามความก้าวหน้าของโครงการ และสนับสนุนการบูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์องค์กร

บทบาทและหน้าที่ของคณะทำงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีบทบาทและหน้าที่สำคัญดังนี้

  • การกำหนดนโยบายและทิศทางเชิงกลยุทธ์ ทำหน้าที่สนับสนุนคณะกรรมการบริษัทและ ฝ่ายบริหารในการกำหนดนโยบาย ทิศทาง และเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กร การบริหารความเสี่ยง และแนวโน้มด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับประเทศและระดับสากล
  • การบูรณาการประเด็น Climate Change เข้ากับการดำเนินธุรกิจ ประสานงานและสนับสนุนการบูรณาการประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการดำเนินงาน การวางแผนธุรกิจ และการตัดสินใจลงทุน เพื่อให้การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการองค์กรในทุกระดับ
  • การกำกับและติดตามการจัดการก๊าซเรือนกระจก และติดตามการจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ครอบคลุมขอบเขตการปล่อยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถใช้เป็นฐานในการติดตามผลและกำหนดเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การจัดทำและขับเคลื่อนแผน GHG Emission Pathway มีบทบาทในการสนับสนุนการจัดทำแผนเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Pathway) ขององค์กร ตั้งแต่การสำรวจแหล่งปล่อย การวิเคราะห์ศักยภาพการลด การจัดลำดับความสำคัญของมาตรการ ไปจนถึงการติดตามความก้าวหน้าและทบทวนแผนอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ที่กำหนด
  • การประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการระบุ ประเมิน และติดตามความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งความเสี่ยงทางกายภาพและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประกอบการบริหารความเสี่ยงและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
  • การพัฒนาและคัดเลือกโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการศึกษาและคัดเลือกโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและโครงการชดเชยคาร์บอน ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยพิจารณาความเหมาะสมด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และความสอดคล้อง กับเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กร
  • การติดตามผล การรายงาน และการเปิดเผยข้อมูล ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมจัดทำรายงานและสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลตามกรอบมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นแก่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • การเสริมสร้างความรู้และการมีส่วนร่วมภายในองค์กร ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของพนักงานในประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการสื่อสาร การอบรม และการรณรงค์ เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

2. การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint of Organization: CFO)

กลุ่มบริษัทได้ดำเนินการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมทั้งหมดขององค์กรอย่างเป็นระบบ ตามหลักเกณฑ์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พิมพ์ครั้งที่ 8 (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 6, กรกฎาคม 2565) โดยครอบคลุมขอบเขตการปล่อย 3 ขอบเขต ได้แก่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 (Direct GHG Emission) การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 2 (Indirect GHG Emission) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 (Other Indirect GHG Emission) ข้อมูลจากการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรถูกนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการติดตามผลการดำเนินงาน การเปรียบเทียบแนวโน้มการปล่อย และสนับสนุนการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะต่อไป

กิจกรรมของกลุ่มบริษัท (จำแนกตามขอบเขตการปล่อยก๊าซเรือนกระจก)
ขอบเขต 1 ขอบเขต 2 ขอบเขต 3
การเผาไหม้อยู่กับที่ การเผาไหม้ที่มีการเคลื่อนที่ การรั่วไหล และอื่น ๆ การใช้พลังงานไฟฟ้า (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ.) การซื้อวัตถุดิบและการบริการกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เชื้อเพลิง/พลังงานในองค์กร การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม และการขนส่งสินค้า/ต้นน้ำ
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มบริษัท
แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก หน่วย 2565 2566 2567 2568
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 (Direct GHG Emission) Ton CO2e 17,796 17,834 17,274 18,873
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 2 (Indirect GHG Emission) Ton CO2e 391 300 496 422
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 (Other Indirect GHG Emission) Ton CO2e 5,323 34,321 33,659 38,956
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม Scope 1 และ Scope 2 Ton CO2e 18,187 18,134 17,770 19,295
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Ton CO2e 23,510 52,455 51,429 58,251

หมายเหตุ

ทางกลุ่มบริษัทได้ปรับรายการคำนวณ และข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระหว่างปี 2565-2567 เพื่อให้สอดคล้องกับค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ประกาศฉบับใหม่) ซึ่งอ้างอิงค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor, EF) ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 ฉบับปรับปรุงล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ประกาศโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยมีผลทำให้ข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างปี 2565-2567 ไม่ตรงกับการรายงานประจำปีในฉบับก่อนหน้า ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวได้ผ่านการทวนสอบกับหน่วยงานตรวจรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ระหว่างปี 2565-2568 กลุ่มบริษัทมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สรุปได้ดังนี้

ในปี 2565 กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญกับการจัดการเพื่อลดปัญหาก๊าซเรือนกระจก จึงได้เริ่มจัดทำค่าพื้นฐานขึ้นมา (Base Line) โดยพบว่าในปี 2565 กลุ่มบริษัทมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง 17,796 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม 5,323 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมปริมาณทั้งหมด 23,510 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ในปี 2566 พบว่า กลุ่มบริษัทมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง 17,834 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม 34,621 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมปริมาณทั้งหมด 52,455 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ในปี 2567 พบว่า กลุ่มบริษัทมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง 17,274 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม 33,659 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมปริมาณทั้งหมด 51,429 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ในปี 2568 กลุ่มบริษัทได้บูรณาการตรวจประเมินและทวนสอบ โดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (Management System Certification Institute (Thailand) : MASCI) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระที่มีความเชี่ยวชาญ โดยผลการดำเนินงานในปี 2568 กลุ่มบริษัทมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Scope 1 หรือ Category 1) มีครอบคลุมกิจกรรมจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการรั่วไหล รวมทั้งสิ้น 18,873 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Scope 2 หรือ Category 2) จากการนำไฟฟ้าเข้ากลุ่ม 422 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ (Scope 3 หรือ Category 3-6) มีปริมาณรวมทั้งสิ้น 38,956 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า รวมปริมาณทั้งหมด 58,251 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการขยายตัวทางธุรกิจ และการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยกลุ่มบริษัทได้ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว จึงมุ่งพัฒนาแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งดำเนินการอย่างสมดุลและสามารถบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามที่ได้วางแผนไว้ในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน

3. การศึกษาแนวทางเป็นไปได้ของโครงการตามแผนเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Pathway)

กลุ่มบริษัททำการศึกษาและพัฒนาแผนเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Pathway) เพื่ออ้างอิงกรอบการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับสากล เพื่อให้แผนดังกล่าวมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ สามารถตรวจสอบได้ และตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในระยะยาว

ในการจัดทำแผนเส้นทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Pathway) กลุ่มบริษัทประยุกต์หลักการ Science-based approach มาใช้เป็นหลักในการกำหนดทิศทางและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยอ้างอิงข้อมูลการศึกษาหลักเกณฑ์จากเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลก และใช้ข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในปีฐาน (Business-as-Usual) เพื่อกำหนดเส้นทางการลดการปล่อยที่มีความสมเหตุสมผลและสามารถดำเนินการได้จริง แผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยจากแหล่งที่มีนัยสำคัญขององค์กร เช่น กระบวนการเผาไหม้ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การหาแนวทางเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในองค์กร การบำรุงรักษาระบบอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใช้มาตรการด้านเทคโนโลยีสะอาดตามความเหมาะสม ก่อนพิจารณาการใช้กลไกการชดเชยคาร์บอนในส่วนที่ไม่สามารถลดได้ในระยะสั้น

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทได้เชื่อมโยงการศึกษาแผน GHG Emission Pathway กับแนวทางการเปิดเผยข้อมูลตามกรอบ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) โดยนำหลักการด้านการกำกับดูแล กลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง และตัวชี้วัดสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ การจัดสรรเงินลงทุน และการติดตามความก้าวหน้าของเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเชื่อมโยงดังกล่าวช่วยให้แผน GHG Emission Pathway มีความน่าเชื่อถือ สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล เพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ขององค์กร ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

4. การลงทุนในโครงการชดเชยคาร์บอน

สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ไม่สามารถลดได้ในระยะสั้น กลุ่มบริษัทได้เริ่มดำเนินการลงทุนในโครงการชดเชยคาร์บอน ทั้งโครงการภายในตามมาตรฐานของประเทศไทย และโครงการชดเชยคาร์บอนตามมาตรฐานสากล เพื่อใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายด้านการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในระยะยาว

แนวทางและการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของกลุ่มบริษัท

(ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), อบก.)

กลุ่มบริษัท ท่าฉาง กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGE ได้จัดตั้ง คณะทำงานจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย วางแผน ติดตามประเมินผล และรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการบริษัทและสาธารณชน โดยมีภารกิจดังนี้

  1. จัดทำ Roadmap วางแผนการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย
  2. ติดตามและตรวจสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้มีความถูกต้องตามมาตรฐานของประเทศและสากล
  3. เสนอแนวทางปรับปรุงกระบวนการผลิตและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก
  4. สร้างความตระหนักรู้แก่พนักงานและคู่ค้าในห่วงโซอุปทานเกี่ยวกับความสำคัญของ Net Zero

ความมุ่งมั่นเพื่อดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

(ตามที่ระบุในเอกสารแสดงเจตนารมณ์ (Commitment Letter) ของ อบก.)

ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจากชีวมวล บริษัท ท่าฉาง กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGE ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญในการเป็นฟันเฟือง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ TGE ขอประกาศเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด โดยยึดถือความรับผิดชอบต่อวิกฤตการณ์ภูมิอากาศโลกเป็นภารกิจเร่งด่วน

เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส TGE ขอให้คำมั่นสัญญาในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) โดยมีแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้

1. การกำหนดเป้าหมายการปล่อยและดูดกลับ

TGE ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 จากอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อนจากชีวมวล ร้อยละ 10 ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2022 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและ ขยะชุมชน ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

2. โครงสร้างการบริหารจัดการ

TGE ได้จัดตั้งคณะทำงานจัดการก๊าซเรือนกระจก ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่จากทุกสายงาน เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ติดตามประเมินผล และรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการบริษัทและสาธารณชนอย่างโปร่งใส

3. กลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อ Net Zero

3.1 Decarbonization

TGE มุ่งมั่นปรับปรุงกระบวนการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อลดอัตราการปล่อยก๊าซต่อหน่วยพลังงานที่ผลิตได้

3.2 การชดเชยคาร์บอน

มุ่งเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการชดเชยในโครงการคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานระดับประเทศและระดับสากล และส่งเสริมโครงการเกษตรและป่าไม้เพิ่มเติมเพื่อสร้างแหล่งกักเก็บคาร์บอน

4. ความมุ่งมั่นและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

TGE สัญญาว่าจะมีการทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงาน เทคโนโลยี และนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางของ TGE ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมและมาตรฐานสากลอยู่เสมอ

บริษัท ท่าฉาง กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TGE พร้อมยืนหยัดในการดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล เพื่อส่งมอบพลังงานสะอาดที่มีความมั่นคง พร้อมสร้างคุณค่าคืนสู่ชุมชน สังคม และโลกไปอย่างแท้จริง